10 BEST OSCARS MOVIES รวมที่สุดของภาพยนตร์แห่งปีที่ห้ามพลาด

#Watchlist อีกหนึ่งลิสต์ที่คนชอบดูหนังไม่ควรพลาด
24.07.2021
1027
Shares


Academy Award คืออีกหนึ่งรางวัลที่คนทำภาพยนตร์ล้วนอยากได้มาครอบครอง การันตีคุณภาพชนิดที่ดูแล้วต้องไม่ผิดหวัง วันนี้  #CheezeLooker ขอพาทุกย้อนความสนุกไปกับ 10 Best Oscars Movies รวมมาให้แล้วครบทุกแนวทั้งมิตรภาพ การผจญภัย ไปจนถึงแอ็คชั่นสุดมัน หาเวลาว่างในวันสบายๆ ไม่ต้องไปนั่งในโรงให้วุ่นวาย ชิลล์อยู่บ้านเตรียมป๊อปคอร์นให้พร้อม แล้วมาเก็บลิสต์นี้ให้ครบไปด้วยกันเลย
 
#1
2020 –
Parasite


ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าช่วงหลายปีหลังมานี้วงการภาพยนตร์ของเกาหลีใต้พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด มีหนังดีๆ ออกมาให้เราดูมากมาย และกับความสำเร็จครั้งใหม่นี้กับ Parasite ด้วยบทที่โดดเด่นเล่าเรื่องความเหลื่อมล้ำในสังคมที่เหมือนจะหนักและดูยากได้อย่างไหลลื่นและกลมกล่อม สมทบด้วยการแสดงที่ยอดเยี่ยมจากดาราชั้นนำของวงการ ส่งให้ Parasite คว้าออสการ์ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและเป็นเรื่องแรกที่ใช้ภาษาต่างประเทศมาครองได้ ใครชอบดูหนังไม่เครียดมาก แนะนำว่าต้องไปหาดูเพราะทั้งเรื่องสนุกและเดาทางไม่ถูกจริงๆ สุดสัปดาห์นี้อยากเริ่มเก็บออสการ์ เริ่มจากเรื่องนี้ได้เลย
.
.
.

#2
2019 -
Green Book


จากเรื่องจริงของนักเปียโนชื่อดังที่มาในมาดชายหนุ่มผิวสีเรียบหรู ตัดสินใจออกผจญภัยเดินสายเล่นคอนเสิร์ตทั่วประเทศ พร้อมคู่หูคนขับรถต่างขั้ว ผิวขาวแถมยังนิสัยก้าวร้าวแบบสุดโต่ง ความต่างของคู่นี้ที่ดูเผินๆ ใครก็ว่าทริปนี้ไปไม่รอด แต่นั่นล่ะคือความสนุกที่เกิดขึ้นตลอดการเดินทาง ที่ต่างคนต่างหยิบยื่นความช่วยเหลือและความรู้ให้ต่อกัน Green Book ได้พาคนดูไปสำรวจโลกอีกมุมที่เราเคยได้ยินแต่ไม่เคยเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง เป็นอีกหนังฟีลกู๊ดที่ดูจบแล้วอบอุ่นหัวใจ จนต้องยกออสการ์ให้ไปเลย


.
.


#3
2018 -
The Shape Of Water


นี่คือหนังโรแมนติกแฟนตาซีที่เล่าเรื่องความรักในแบบที่ไม่มีใครเหมือน ของสาวใบ้และสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ถ้าใครได้ดูคงมีคำถามในหัวตลอดทั้งเรื่องว่าตกลงแล้วสัตว์ตัวนั้นมันคือตัวอะไรกันแน่ แต่คงไม่มีใครสงสัยว่า ความรักที่สื่อสารกันด้วยหัวใจของสาวใบ้ (เอไลซ่า) ที่ทำงานเป็นภารโรงในศูนย์วิจัยของรัฐบาลกับสิ่งมีชีวิตที่ถูกจับมาทดลองนั้นเป็นความโรแมนติกที่หาดูได้ยากเหลือเกิน Production Design ที่เนรมิตทุกฉากให้เหมือนได้ย้อนกับไปยุค 60s จริงๆ ไดอะล็อกที่เล่าแบบซื่อๆ  แต่อิมแพคและพาคนดูอินไปกับทุกซีนในเรื่อง ไม่แปลกเลยที่ The Shape Of Water จะคว้าออสการ์ในปีนั้นไปได้ถึง 4 รางวัล 

.
.
.

#4
2017 –
Moonlight


ผลงานโรแมนติกอาร์ตจากผู้กำกับ Barry Jenkins กับโมเมนต์ที่หลายคนคงจำกันได้ดีกับเหตุการณ์ปาดหน้าขึ้นรับรางวัลในวินาทีสุดท้ายบนเวที Moonlight พูดถึงชีวิตของของเด็กผิวสี Chiron ที่เติบโตมาในย่านเสื่อมโทรมของไมอามี่ ผ่าน 3 ช่วงเวลาตั้งแต่เด็กจนโต หนังพูดถึงสังคมรอบข้างที่มีส่วนหล่อหลอมอนาคตกับหลากหลายมุมมองชวนให้คิดทั้งเรื่องความรัก รสนิยมทางเพศ และชีวิตสุดดราม่า ในอารมณ์หม่นๆ ตลอดทั้งเรื่อง ใครเป็นสายดราม่าชอบดูงานภาพสวยๆ แนะนำเรื่องนี้เลย
 .
.
.

#5
2016 –
Spotlight


สร้างจากเรื่องจริงอันโด่งดังของหนังสือพิมพ์ Boston Globe เมื่อ Spotlight ทีมข่าวมือดีของสำนักพิมพ์หยิบเอาคดีฉาวบาทหลวงล่วงละเมิดทางเพศเด็กเมื่อปี 1993 ขึ้นมาทำใหม่อีกครั้ง เล่าเรื่องการสืบสวนเข้มข้นของนักข่าวในมาดนักสืบที่เก่งกาจ การต่อสู้ทางกฎหมายที่เชือดเฉือนกันทุกนาที เดินเรื่องได้รวดเร็ว มาพร้อมตัวละครมากมาย บทที่เก็บทุกดีเทลเขียนได้ละเอียดยิบ แนะนำให้ดูไปเรื่อยๆ แบบไม่ต้องย้อนกลับ หนังจะค่อยๆ พาให้เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด ดูจบแล้วจะรู้เลยว่าทำไม Spotlight ถึงได้ออสการ์ไปครอง
 .
.
.

#6
2015 – Birdman


เรื่องราวของดาราตกอับที่ฝันอยากก้าวขึ้นมายืนบนจุดสูงสุดอีกครั้ง สไตล์ของ Birdman เป็นดราม่าเชิงเสียดสีที่เล่าอย่างละเมียดละไม ไม่เครียดดูเพลิน พร้อมฉากสวยๆ โชว์เทคนิค Long Take ที่น่าจดจำตลอดเรื่อง ตัวบทที่คิดและซักซ้อมกันอย่างดี ทำให้เราได้ดูหนังความยาว 2 ชั่วโมง ที่มีเพียงแค่ 16 คัทเท่านั้น ในเรื่องเรายังได้ชมฝีมือของนักแสดงชั้นนำที่ขนกันมาเต็มจอ ยิ่งควบกับดนตรีประกอบเจ๋งๆ ที่คอยซัพพอร์ตทุกฉากให้น่าทึ่งด้วยแล้ว ทำให้ Birdman เป็นอีกหนึ่งออสการ์ที่ไม่ควรพลาดเลยจริงๆ

.
.
#7
2014 - 12
Years A Slave


Racist คืออีกหนึ่งหนังแนวโปรดของเวทีออสการ์ที่มักจะได้รางวัลอยู่เสมอ จากเรื่องจริงในยุค 1840 ที่อเมริกายังคงมีการค้าทาสอยู่เป็นปกติ โซโลมอน นอร์ธอัพ ชายผิวสีได้ถูกลักพาตัวเปลี่ยนสถานะจากชนเสรีให้กลายเป็นทาสผิวสีในชั่วข้ามคืน ความสนุกคือหนังไม่ได้ยัดเยียดให้ร้ายตัวละครนายทาสแบบโต้งๆ แต่เล่าให้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของทาสผิวสีได้อย่างสมจริง พาเราอินและเอาใจช่วยให้รอดพ้นจากมรสุมโชคชะตาที่เหมือนโดนแกล้งของโซโลมอนตลอดเรื่อง

.
.
#8
2013 –
Argo


นั่งไม่ติดเก้าอี้คงเป็นนิยามที่ดีที่สุดของหนังเรื่องนี้ สร้างจากเหตุการณ์จริงในภารกิจสุดระห่ำกลางกรุงเตหะรานกับการพา 5 คณะทูตหลบหนีจากการตามล่าของกลุ่มปฏิวัติ เมื่อทางออกถูกปิดตาย ทางรอดจึงเหลืออยู่ทางเดียวนั่นคือการส่งเจ้าหน้าที่ Cia ฝีมือดีปลอมตัวเป็นทีมสร้างหนังเข้าไปช่วย แต่งานนี้ไม่ง่ายเพราะต้องเดิมพันด้วยชีวิตและศักดิ์ศรีของรัฐบาลอเมริกา ก่อนดูแนะนำเช็คชีพจรให้ดี เพราะ Argo ขนความระทึกมาให้ลุ้นจนวินาทีสุดท้าย ในเลเวลที่อาจทำให้หัวใจคุณหยุดเต้นได้เลย!  
 .
.
.
#9
2012 -
The Artist


The Artist บรรเลงฝัน บันดาลรัก กับเรื่องราวชีวิตและความรักของ 2 นักแสดงแห่งยุคที่ครั้งหนึ่งเคยโดดเด่นอยู่กลางเวที แต่กลับต้องตกอับเพราะการเปลี่ยนแปลงของวงการภาพยนตร์ นี่คือหนังเงียบที่ทั้งเรื่องไม่มีบทพูดใดๆ เลยแต่ใช้สายตาและการแสดงเข้ามาสื่อสารกันตรงๆ เสริมด้วยดนตรีสดที่บรรเลงประกอบลีลาแม้จะไม่พูดกันสักคำ แต่ก็ดูเข้าใจและอินไปกับเรื่องราวได้ไม่ยาก พูดได้เลยว่า The Artist คือหนังเงียบที่ดีและควรหามาดูให้ได้สักครั้ง
 .
.
.
#10
2011 - The King's Speech


เรื่องพูดติดขัดเป็นกันทุกคนไม่เว้นกระทั่ง คิงจอร์จที่ 6 (เบอร์ตี้) แห่งสหราชอาณาจักร ที่เจอปัญหาพูดติดอ่างตั้งแต่วัยเด็ก หนังได้เล่าเบื้องหลังอีกมุมของกษัตริย์ที่ยังมีความบกพร่องและอุปสรรครุมล้อมไม่ต่างจากคนทั่วไป และด้วยภาระหน้าที่ที่ต้องออกพูดกับสาธารชนอยู่ตลอดก็ยิ่งเพิ่มความกดดันให้มากขึ้น จนได้เจอกับผู้เชี่ยวชาญด้านการพูดที่แม้จะเป็นสามัญชน แต่มิตรภาพและความช่วยเหลือที่เกิดขึ้นจากคน 2 คนทำให้ The King's Speech เป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ที่ควรค่าแก่การชม และให้แรงบันดาลใจกับคนพูดไม่เก่งได้อย่างดีเลย



 
#watchlist #CheezeLooker #CheezeLookerUpdate #Movie #Oscars #Watchlist #Film