"ชัญญา แม็คคลอรี่ย์" ในวันที่พร้อม 'ฉายแสง' กับบทบาท 'นักแสดงภาพยนตร์' ที่เธอรอคอยมาทั้งชีวิต!

#SpecialInterview #ChanyaMcClory #แสงกระสือ2 #Inhumankiss2 #เนรมิตรหนังฟิล์ม
หลายปีก่อน เรารู้จัก "นิ้ง - ชัญญา แม็คคลอรี่ย์" ในฐานะน้องสาวแห่งบ้าน #CheezeLooker ที่วนเวียนมาพบปะและร่วมงานกันบ่อยครั้ง ภาพจำของนิ้งคือเด็กผู้หญิงหน้าสวย (ขัดกับอินเนอร์ข้างในที่ออกจะเป็นเด็กผู้ชายซนๆ) เป็นตัวของตัวเองสูง ชัดเจน ตรงไปตรงมา ผลงานของเธอมีทั้งการเป็นนางแบบ นักแสดงซีรีส์เรื่องดังที่กลายเป็นไวรัลในตอนนั้น จนได้ใจผู้ชมทั้งในและต่างประเทศจนมีฐานแฟนคลับมากมาย

ตารางงานที่แน่นจัดในช่วงนั้น รวมถึงเหตุการณ์เมื่อปี 2020 ที่เธอพบเนื้องอกในสมองด้านขวาอันเป็นอันตรายกับชีวิตได้ทุกวินาที เธอต้องเข้ารับการผ่าตัดที่ก้านสมองโดยด่วน ทำให้เราได้แต่เฝ้าเป็นกำลังใจให้นิ้งอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ เสมอ...

ในปี 2023 เราได้เจอกับเธอคนนี้อีกครั้ง ในความรู้สึกใหม่ เพราะนิ้งคนนี้ ยังเป็นน้องสาวคนเดิม แต่มีพัฒนาการในการแสดงมากขึ้น และแข็งแกร่งกว่าที่เคยเป็นมา...


ชัญญานักเรียนรู้

"ตอนนี้สุขภาพก็แข็งแรงดีค่ะ เป็นเนื้องอกเหมือนเดิม ใช่ค่ะ...มันยังคงอยู่กับนิ้ง สนิทกันอยู่ตอนนี้ รักใคร่กลมเกลียว คุยกันแล้ว บอกอยู่ตลอดว่าอยู่ด้วยกันได้ แต่อย่าเบียดเบียนซึ่งกันและกัน :) ถ้าถามว่ามีอะไรที่อยากทำในปีนี้ ก็คือ 'การทำงาน' ค่ะ เพราะปีที่แล้ว เป็นปีที่ไม่ได้ทำงานเลย เริ่มกระหายการออกกอง กระหายการแสดง...
ช่วงที่หยุดไป ก็ได้ออกไปทำอะไรมาเยอะเหมือนกัน ไปเรียนเต้น ไปเรียนการแสดง ไปปีนเขา นิ้งรู้สึกว่า...มันอาจเป็นช่วงที่นิ้งกำลังได้ออกไปใช้ชีวิตในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ไม่ใช่การทำงาน แต่เป็นการใช้ชีวิตท่องเที่ยว ไปเรียนอะไรใหม่ๆ หาสกิลอะไรใหม่ๆ เพื่อให้สิ่งนี้มาเป็น Ingredient ในการแสดงนี่แหละ เพราะการเป็นนักแสดง เราก็ต้องมีประสบการณ์ที่หลากหลาย ก็ออกไปทำอะไรพวกนี้ นอกจากจะได้ลองอะไรใหม่ๆ เราก็อยากจะรู้ เผื่อมันจะไปเจออะไรที่ลองแล้วรู้สึกชอบ อย่างตอนนี้ก็เรียนเต้นสวิงอยู่"


พบความสุขสุดขีดที่ระดับ 14,000 ft

"ปีที่ผ่านมา นิ้งไปกระโดดเครื่องบินด้วยนะ ความสูง 14,000 ft เฉียด Mont Blanc ก่อนหน้านี้เคยไปไปโดดบันจี้จั๊มตอนไปถ่ายรายการ นิ้งไม่ชอบเลยนะ ให้โดดอีกก็คงไม่เอา แต่พอเราเป็นเนื้องอก แล้วคิดว่าชีวิตมันจะต้องยังไงต่อ เราก็ไม่รู้แล้วอะ นิ้งเลยโดดเครื่องบินด้วยความรู้สึกสนุกสุดๆ ไปเลย ตอนนั้นนิ้งลืมตา นิ้งอยากเห็น อยากจะมองทุกอย่าง กระโดดแบบตั้งใจ แบบ... 'ไป! I BELIEVE I CAN FLYYYY!' วินาทีที่ลอยอยู่บนนั้นมัน Feel Energy, Feel the World ไปเรื่อยเลย รู้สึก Appreciate ทุกอย่าง เห็นตัวเองบินได้ ลองเล่นมั่วซั่วไปหมด สนุกมาก!"


การรอคอยที่สิ้นสุด

"นิ้งมีโอกาสได้ไปแคส ตอนแรกเค้าส่งเป็นตัวทรีทเมนต์กับตัวคาแรคเตอร์มา ซึ่งตอนนั้นก็รู้สึกสนใจแล้ว รู้สึกแบบ...ว้าว ตาเป็นประกาย ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีบทนี้เข้ามา เอาจริงนิ้งดูภาคแรกมา นิ้งชอบมากเลยนะ แล้วก็ไม่เคยคิดว่าเค้าจะทำภาคสองด้วยซ้ำ และไม่เคยคิดว่า...คือเรารอคอยการเล่นหนังมาตลอดชีวิตเลย ซึ่งก็มีหลายเรื่องที่ผ่านเข้ามา แล้วเรารู้สึกว่าเราไม่ได้สนใจมันมากขนาดนั้น เพราะถ้าเราสนใจมากพอ เราจะไม่อ่านมัน/ วางไว้/ ทำอย่างอื่นต่อ แล้วกลับมาอ่านมันอีก…
"แต่กับเรื่องนี้ เราอ่านจนจบ อ่านแล้วจินตนาการ อ่านแล้วอยากเล่น รู้สึกกระหายมาก ตอนนั้นคิดว่า...นี่แหละควรจะเป็นหนังเรื่องแรกของเรา เรารอคอยมันมาตลอด เราอยากเห็นชื่อเราในโรงหนังมาตลอด และเรื่องนี้คือเรื่องที่ใช่ที่สุด"  


สวมชีวิต "สาว"

"เขียนมาตอนแรกก็คือเป็นเด็กร่าเริงแล้วอะ...ร่าเริง อ่อนโยน แต่ว่าในขณะเดียวกัน ก็เข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว แล้วก็มีความรู้สึกว่าโดดเดี่ยวอยู่ด้วย เพราะรู้สึกว่าตัวเองแปลกประหลาด โห...นี่มันเราชัดๆ!
"พอได้ทำความรู้จักกันมากขึ้น เค้าน่ารักมากเลยอะ นิ้งตั้งชื่อให้สาวว่า 'แสงดาว' ซึ่งนิ้งก็ไม่รู้ว่าทำไมนิ้งถึงได้ตั้งชื่อนี้ให้เค้า แต่มันดูน่ารักเหมาะกับเค้ามาก สิ่งที่คอนเนคกันระหว่างนิ้งกับสาว ตัวนิ้งเองก็โตมากับพ่อคนเดียวเหมือนกัน แต่ประสบการณ์วัยเด็กที่เจอ ก็อาจจะไม่ได้เหมือนกันขนาดนั้น ถามว่ามันใกล้หรือเทียบเคียงกันได้มั้ย...ก็ได้ เช่น การที่สาวชอบอ่านหนังสือ เพราะว่ามันทำให้สาวได้ออกไปไกลกว่าบ้านในป่าที่เค้าอยู่ เราก็เป็นแบบนั้นเหมือนกันตอนเด็ก แต่เราชอบดูหนัง เพราะเวลาที่เราได้ดูหนัง เราก็ได้เห็นโลกที่กว้างออกมาจากในบ้าน ในประเทศที่เราอยู่ เราได้เห็นว่ามีคนอีกมากมาย มีสถานที่และโอกาสอีกมากมาย"


รับบทกระสือท่านหนึ่ง!!!

"ก่อนเริ่มถ่าย นิ้งต้องเวิร์คช้อปเป็นสิบครั้งค่ะ เพราะมันมี Monster Class ด้วย คือกระสือในภาคนี้ ถูกออกแบบให้แตกต่างจากภาคที่แล้ว ในเชิง Physical ที่มันจะได้เห็นถึงกระบวนการถอดหัว หรือกระบวนการกลับเข้าร่างที่อ้างอิงมาจากสัตว์ต่างๆ ซึ่งเรื่องพวกนี้ ตอนที่เราอ่าน ถ้าในพาร์ทนักแสดงนะ แววตาเป็นประกายอยู่แล้ว เพราะมันใหม่มาก มันไม่ใช่บทที่จะมีเข้ามาบ่อยๆ ให้เราได้เล่น Physical เยอะขนาดนี้ เราไม่เป็นมนุษย์อีกแล้ว เราเป็น Monster เราต้องดีไซน์มันออกมายังไง ซึ่งมันก็มีทั้งความกังวล ความกดดัน ความกลัวอยู่ ว่าจะทำได้ไม่ดี แต่สุดท้ายแล้ว เราก็มาได้คำตอบว่า ดีไม่ดี ไม่มีใครรู้ ดีเป็นยังไง ไม่ดีเป็นยังไง ไม่มีใครรู้ เพราะเราเป็นกระสือตัวแรกที่เป็นแบบนี้
...คือมันอ้างอิงมาจากสัตว์ ถ้าย้อนกลับไปในยุคก่อนแล้ว เราจะรู้แค่ว่า...กระสือมีแต่หัวกับไส้ มีดวงไฟ มีนู่นนี่นั่น แต่ถ้าวันหนึ่ง เราเกิดไปเจอสิ่งมีชีวิตในป่าที่เราไม่รู้จักมันเลย เราจะอธิบายให้เพื่อนฟังยังไง '...มึงๆ กูไปเจอตัวอะไรมาไม่รู้ เหมือนปลาหมึกเลย!' คือเรารู้สึกว่ามันจะเป็นการอธิบายให้คนเห็นภาพได้ชัดเจนที่สุดว่าสิ่งที่เจอมันเป็นยังไง ทั้งหมดนี้เป็นความรู้สึกที่นิ้งชอบมาก อยากจะเรียนรู้เหลือเกิน เป็นอะไรที่รู้สึกท้าทายและตื่นเต้นมากๆ"


ถ้าหมกมุ่นกับอะไรมากพอ ก็ไม่มีอะไรที่มากไป...

"นิ้งรู้สึกว่า เวลาที่นิ้งหมกมุ่นไปกับบทใดบทหนึ่ง มันไม่ได้เป็นการที่เราจะเข้าไปสู่สิ่งนั้น โดยการทำยังไงฉันถึงจะเข้าไปหามัน แต่เราจะรู้สึกว่า เรามีบางอย่าง Blending กับมันไปแบบอัตโนมัติ โดยการที่เราไม่ต้องไปฟิกซ์มาก ว่าจะต้องเป็นแบบนี้ แบบนั้น

"พอเราได้อ่านเยอะๆ เราก็ได้ซึมซับไปเรื่อยๆ รู้ว่าบุคลิกเค้าเป็นยังไง เค้าไปเจอเรื่องอะไรมา Character Analysis ละเอียดมาก ตัวละครนี้โตมายังไง เกิดวันที่เท่าไหร่ คนเกิดเดือนนี้ ลักษณะนิสัยเป็นยังไง กินข้าวยังไง พูดยังไง เดินยังไง พ่อเป็นคนยังไง นั่นแหละ...เราทำทุกอย่างละเอียดมากว่าทำไมคนนี้โตขึ้นมาแบบนี้ เพราะความจริงแล้ว พื้นฐานของมนุษย์เราทุกคน ย่อมมาจากพื้นเพการเลี้ยงดูว่าเป็นยังไง การที่ถูกพ่อเลี้ยงมาคนเดียว ไม่มีแม่ บุคลิกเค้าอาจจะไม่เป็นผู้หญิงมาก หรือเติบโตมาจากการต้องเอาตัวรอดในการใช้ชีวิต เพราะพ่อสอนสิ่งนี้ขึ้นมา ก็เลยมีสกิลการใช้ชีวิตที่แตกต่าง มีความโตกว่าเด็กวัยเดียวกัน เพราะต้องเรียนรู้ชีวิตเร็วกว่าเด็กคนอื่น ทั้งหมดนี้จะเป็นข้อมูลของตัวละครที่นิ้งต้องทำการบ้าน...

"นอกจากทำ Character Analysis แล้ว ก็ต้องเวิร์คช้อป Monster Class เวิร์คช้อป Physical การเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ เราต้องดูการเคลื่อนไหวของปลาหมึก ไปดูสารคดีสัตว์ แต่สุดท้ายแล้ว ต่อให้เราดูอะไรมากขนาดไหน เวลาที่เราแสดง เราก็ต้องใช้ประสบการณ์ของเราอยู่ดี เราไม่ได้มีการมาฟิกซ์ว่า...ก่อนที่จะถอดหัว มันต้องเป็นเหมือนเสือนะ หรือเคลื่อนไหวแบบปลาหมึกนะ

"ทุกๆ อย่างที่เรารีเสิร์ช หรือดูมา ก็ต้องรวมกับสัญชาตญาณของเราอยู่ดี คือเหมือนมีข้อมูลเยอะไว้ก่อน แล้วกลืนมันเข้าไป แล้วไม่ต้องคิดถึงมันมาก เพราะสุดท้ายแล้ว ถ้าเราหมกมุ่นกับสิ่งไหนมากพอ เราจะกลายเป็นสิ่งนั้นเอง ในแบบที่เราไม่ต้องพยายามอะไรเลย"


เกิดเป็น "ชัญญา" ไม่เคยมีอะไรง่าย

"นิ้งก็ไม่เคยได้เล่นบทเป็นมนุษย์สักเรื่องอยู่แล้วนะ ได้เป็นเด็กมีพลัง เป็นโอปปาติกะ เป็นมนุษย์ที่เป็นมะเร็ง อยากรับบทเป็นมนุษย์ปกติเหมือนกันนะ อยากเล่นบทรัก หนังชีวิต หรือหนังครอบครัว แต่ว่า...อะไรที่มันท้าทายเรามากกว่านี้ บอกตรงๆ นิ้งยังนึกไม่ออกเลย เพราะว่าเรื่องนี้ก็เหนือความคาดหมายของเราไปมากอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้ เราอยากเล่นเป็นคนมีพลัง แบบ X-Men ก็ได้เล่นแล้ว แต่อันนี้เราไม่ได้คาดหวังเลย แล้วมันก็โผล่เข้ามา...

"ซึ่งเราจินตนาการไม่ออกเลยว่าหลังจากบทนี้ มันจะมีอะไรที่ตื่นเต้นไปกว่านี้อีกมั้ย แต่มันต้องมีแหละ ในอนาคตคงมีอะไรให้เรารู้สึกท้าทาย หรือได้พัฒนาฝีมือตัวเอง แม้ว่าอาจจะไม่ใช่บทที่ท้าทายมาก แต่อาจเป็น Emotional หรือปัญหาของตัวละครที่ต้องเจอ ซึ่งเราก็ตื่นเต้นที่จะรอคอย ที่จะได้อ่านบทอะไรที่ทำให้แววตาเป็นประกายอีกครั้งอยู่แล้ว ก็ชอบนะ ที่มักจะได้รับบทยากๆ ถ้ามันง่ายมันอาจไม่ใช่นิ้งก็ได้ เพราะกว่าบทนี้มันจะผ่านมาถึงเราได้ ก็ไม่ง่ายเลย"

 
การร่วมงานกับนักแสดงและผู้กำกับมากฝีมือ

"ท้าทาย...สำหรับเราเป็นเรื่องที่ท้าทายมากที่จะได้เรียนรู้ อย่าง พี่น้อย เค้าจะเป็นคนที่มีความซับซ้อนในตัวเองมากอยู่ประมาณหนึ่ง ซึ่งมันดีในการแสดง เพราะทำให้ตัวละครนี้มีมิติมาก มันทำให้...แม้ว่าเค้าจะแค่มองอะไรอยู่ แต่ก็ดูเหมือนกำลังใช้ความคิดตลอดเวลา ส่วน เจเลอร์ เป็นคนที่ทำงานด้วยแล้วสนุกมาก การมีพาร์ทเนอร์ที่ดี ทำให้เรารู้สึกว่างานที่ยาก มันง่ายลง นิ้งว่ามันเป็นเคมีที่ดี เราอาจจะมีพลังงานไม่เท่ากัน แต่พอเอาทุกอย่างมาบาลานซ์กันก็ออกมาเป็นส่วนผสมที่ดี

"ถ้าให้พูดถึงผู้กำกับเหรอ... 'พี่ดี้ พี่ไปอยู่ที่ไหนมา ทำไมเราเพิ่งได้เจอกัน!' พี่ดี้เป็นคนมีวิสัยทัศน์และมีรสนิยมที่ดี เป็นคนทำงานที่ Open มันเลยทำให้การทำงานสนุก เราสามารถ Discuss กันได้ การทำงานกับพี่ดี้เป็นการไดเรคแบบ 50:50 เค้าเปิดให้เราแสดง จะไม่ไดเรคอะไรมาก แต่จะถามว่าเรารู้สึกยังไง คือจริงๆ แล้ว ตัวกระสือ เวลามันเป็น Monster หรืออะไรก็ตาม แม้กระทั่งพี่ดี้เองเค้าก็ไม่รู้หรอก ว่าเค้าต้องการอะไรกันแน่ เพราะมันไม่มี Reference ว่าสิ่งนี้มันมีอยู่จริง หรือมันควรเป็นยังไง  ตัวเราเองก็ยังไม่รู้เหมือนกัน เราทำได้แค่แสดงอะไรสักอย่างที่เราคิดออกมา ซึ่งพี่ดี้ก็ชอบปล่อยเราให้เล่นไปแบบไม่สั่งคัทเลย...

"การทำงานในกองนี้ นิ้งชอบในหลายเวย์มาก ทั้งในเรื่องฉากที่สบาย หรือโมเมนต์ที่มันธรรมชาติมาก พูดถึงทีไรก็ยิ้มได้ตลอด แต่เอาจริงๆ ทุกฉากยากหมด นิ้งเองก็ยังมีความสงสัยในตัวเองว่าสิ่งที่ทำไป จะออกมาดีหรือไม่ดี"  


ส่วนประกอบของนักแสดงที่ดี?

"ความรับผิดชอบ"


ขาด + ขาด = เต็ม

"มันเป็นเรื่องราวของมนุษย์ที่เป็นคนประหลาดกับสัตว์ประหลาดที่ปรารถนาจะเป็นมนุษย์ ซึ่งนิ้งรู้สึกว่าทั้งสองคนก็ต้องการแค่ใครสักคนที่ยอมรับในสิ่งที่เค้าเป็น แล้วนิ้งก็คิดว่า...ชีวิตของคนเราทุกคนน่ะ ไม่ว่าจะเป็นคนประหลาด หรืออาจจะเป็นคนปกติที่รู้สึกว่าตัวเองมีความประหลาดเวลาอยู่กับคนอื่น ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่เราจะรู้สึกแบบนั้น แล้วการที่รู้สึกแบบนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด นิ้งคิดว่ามันเจ๋งออก เท่จะตาย!
อย่างนิ้งเองก็เป็นเนื้องอกแบบหนึ่งในแสน มันไม่ใช่ใครก็เป็นสิ่งนี้ก็ได้ แต่ถ้าเราเป็นแล้ว เราก็แค่ต้องยอมรับในสิ่งที่มันเป็น และมันก็คงจะดี ถ้าเราเจอคนที่ยอมรับเราในแบบที่เราเป็น นิ้งเลยคิดว่ามันเป็นเบสิคพื้นฐานของความรักมาก ไม่ว่าคุณจะเป็นคนแปลกหรือไม่แปลก เราก็แค่ต้องการใครสักคนหนึ่งที่เข้าใจเรา ยอมรับในสิ่งที่เราเป็น แล้วก็รักกัน แค่นั้นเองค่ะ :)"


การสูญเสียคนสำคัญในวัย 28

"เพื่อนสนิท
/ พี่สนิท/ ญาติสนิท
รู้สึกว่ามันตอกย้ำเหมือนเดิมเลยว่า…ชีวิตคนเราไม่แน่นอน ความแน่นอนเดียวเลยคือ ไม่มีอะไรแน่นอน อย่างตอน 'บีม' (ปภังกร ฤกษ์เฉลิมพจน์) หนักสุดเลย เพราะเค้าคือเพื่อนสนิท คือนิ้งไม่ได้เป็นคนที่มีเพื่อนสนิทในชีวิตเยอะ เพื่อนที่เรียกว่าเพื่อนจริงๆ น่ะ แล้วสามคนที่จากไป จะเป็นคนที่แบบว่า...เฮ้ย! วันนี้ทำอะไร กินข้าวยัง ออกไปกินข้าวกัน เป็นแบบนี้ตลอด คือถ้าเราไม่มีคนชวนออกไปไหน เราก็จะอยู่แต่ในบ้าน มันก็มีความเหงาเพิ่มขึ้น แต่มันก็ทำอะไรไม่ได้ ชีวิตมันก็แบบนี้แหละ เดี๋ยววันหนึ่งก็ถึงเวลาของเรา เค้าแค่ไปรอเราอยู่ข้างบนนั้น นิ้งคิดว่าทุกคนที่อยู่ในโลกแห่งความตาย เค้าคอยให้กำลังใจนิ้งอยู่ :)))"


ฝากสาว

"การยอมรับในสิ่งที่เราเป็น ดีกว่าการวิ่งหนีตัวเองอยู่แล้ว..."

ฝากแสง

"จริงๆ นะ...นิ้งไม่คาดหวังเลย เพราะว่านิ้งกลัวผิดหวัง แต่ไม่ว่ามันจะออกมาเป็นยังไง กระแสเป็นยังไง หรือว่ามันจะไปถึงไหน นิ้งภูมิใจในการเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องนี้อยู่ดี เพราะว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด คือช่วงเวลาที่ได้ถ่ายทำ คือประสบการณ์ที่ได้อยู่ในกอง คือการได้ร่วมงานกับทีมงานเซ็ทนี้  นิ้งรู้สึกว่าแค่นี้ก็คุ้มค่าแล้ว"



.
.
.

Recap: "แสงกระสือ2" เหตุการณ์หลังผ่านไป 22 ปี สู่ตำนานรักสัตว์ประหลาดไทยครั้งใหม่...

เรื่องราวความรักต่างสายพันธุ์ระหว่าง "คน" และ "กระสือ" กำลังจะเริ่มต้นอีกครั้ง หลังโศกนาฎกรรม "กระสือสายบ้านโคกอีนวล" ผ่านไป 22 ปี น้อย (น้อย - กฤษดา แคลปป์) เลี้ยงดู สาว (นิ้ง - ชัญญา แม็คคลอรีย์) ลูกสาวที่ได้รับเชื้อกระสือ ทำให้ น้อย และ บาทหลวงออกัสติน (โจ คัมมินส์) ร่วมคิดค้นตัวยาที่สกัดจาก ว่านกระสือ เพื่อใช้ในการรักษา สาวได้พบกับ คล้าว หรือ คลาวด์ โดยบังเอิญ (เจเจ - กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม) บุตรบุญธรรมของบาทหลวงออกัสติน ที่มีความผิดปกติทางร่างกายแต่กำเนิด ความรักของสาวและคล้าวผลิบานพอๆ กับเชื้อร้ายในตัวของสาวที่เริ่มออกอาการมากขึ้นทุกวัน นักลงทุนชาวต่างชาติที่ต้องการตัวกระสือสาว พันธุ์ (ปีเตอร์ - นพชัย ชัยนาม) อดีตทหารรับจ้างจึงถูกจ้างมาเพื่อไล่ล่า สาวจะรอดพ้นเงื้อมมือของพันธุ์ได้หรือไม่ ร่วมเอาใจช่วยเขาและเธอได้ใน "แสงกระสือ2" ผลงานกำกับของ "ดี้ - ปภังกร ปุญจันทรักษ์"
 
#CheezeLooker #SpecialInterview #ChanyaMcClory #แสงกระสือ2 #Inhumankiss2 #เนรมิตรหนังฟิล์ม