จากผู้ชายสายวินเทจ... สู่วงการเดรสและกระโปรงสั้น!

วิวัฒนาการแฟชั่นของชายคนหนึ่ง ที่บอกเล่าถึง ‘ตัวตน’ และ  ‘ความต้องการ’
10.01.2022
7265
Shares
มันอาจจะฟังดูไม่ค่อยน่าเชื่อ... แต่ผมขอออกตัวก่อนเลยว่าผมเป็นชายแท้’ !!!


.
.
.
คำพูดเปิดบทสัมภาษณ์จาก เจตน์ตุรงค์ ลอยใหม่ หรือไดม่อน เจ้าของ Instagram Account @dicxm_phisunee ที่มียอดคนฟอลโล่กว่า 10.2K และ Tiktok Account @Diamond_phisunee กับยอดฟอลโล่ 99.2K แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ CHEEZELOOKER สนใจได้เท่ากับเรื่องราว แรงบันดาลใจ ที่มาที่ไปและเหตุผลว่า ทำไม? ผู้ชายคนหนึ่งถึงเลือกที่จะลุกขึ้นมาใส่กระโปรง?!
 

แต่งตัวแบบนี้ต้องการอะไร?

คือผมอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สังคมได้รู้ว่าเสื้อผ้ามันไม่มีเพศ เราไม่ควรที่จะไปจำกัดหรือแบ่งแยกของชิ้นนั้นๆ  ไม่อยากให้ไปตัดสินมัน ผมว่าเสื้อผ้า ถ้าเราดูแล้วเราชอบ ลองใส่แล้วมั่นใจมันก็ดูไม่ผิดที่จะสวมใส่มัน และอีกอย่างคือผมยังไม่เคยเห็นผู้ชายใส่กระโปรงหรืออะไรประมาณนี้แบบจริงจัง ผมว่าสังคมยังไม่ยุติธรรมพอ
งั้นขอย้อนกลับไปหน่อย เมื่อก่อนสไตล์ของคุณไม่ใช่แบบนี้หรือเปล่า?

เมื่อก่อนนี่ผมค่อนข้างมีชื่อเสียงในวงการวินเทจเลยนะ ด้วยความที่เป็นคนทำอะไรแล้วต้องไปให้สุด แล้วเป็นคนที่ชอบแฟชั่นตั้งแต่ตอนเด็กๆ แต่ด้วยความที่เราเป็นเด็กต่างจังหวัด ที่บ้านไม่มีอินเตอร์เน็ต ก็จะคอยถามเพื่อนตลอดว่าที่กรุงเทพเขาใส่อะไรกัน เงินที่ได้ไปโรงเรียนก็วันละ 40 บาทอะไรงี้ ไม่มีไว้สำหรับซื้อเสื้อผ้า จนได้มาเรียนต่อที่กรุงเทพ ก็เริ่มมีเงินเยอะขึ้น มีการต่อยอดเอาของไปขายจนมีเงินส่วนหนึ่งไว้ซื้อเสื้อผ้า เริ่มแต่งตัวชอบไปเดินงานต่างๆ จนมีครั้งนึงผมใส่ชุดลูกเสือแบบเต็มยศไปงานวินเทจงานหนึ่ง พอก้าวเท้าเข้างานเท่านั้นแหละ คนขอถ่ายรูปจนถึงขนาดมีคนตั้งฉายาให้ว่า ‘หัวหน้าหมู่’ เพราะติดเหรียญติดยศที่สะสมมาจนครบลงบนเสื้อ
 
เมื่อก่อนกับตอนนี้ ช่วงไหนคือตัวตนที่แท้จริง?

ทุกช่วงเลยครับ เพราะไม่ว่าจะแต่งตัวยังไง ผมก็คือผม มันคือความชอบของเราในช่วงนั้นๆ อย่างช่วงหลังจากที่ (เริ่ม) อิ่มตัวกับแนววินเทจ ก็เริ่มขายทุกอย่าง (ยกเว้นชุดลูกเสือ เพราะเป็นชุดที่ทำให้เราเป็นที่รู้จัก) หลังจากนั้นก็ลองเปลี่ยนมาแต่งแนวสตรีท ก่อนจะรู้สึกว่าเทรนด์แฟชั่นแนวสตรีทเปลี่ยนแปลงเร็วจนเริ่มตามไม่ทัน เลยลองหันมาเป็นแนวเนี้ยบๆ ใส่สูทผูกไทด์ ใส่รองเท้าหนัง ก่อนจะกลายมาเป็นแบบปัจจุบันอย่างที่เห็น ซึ่งผมมองว่าทุกช่วงเวลาก็คือตัวตนของผม



 

แล้วแบบนี้เพื่อนที่มาแนววินเทจด้วยกันเขาว่ายังไงบ้าง?

คือมันค่อนข้างจะคนละโลก คนละขั้วกันเลย แต่เท่าที่เห็นเวลาไปเจอกันตามสถานที่ต่างๆ ก็จะมีที่แปลกใจกันบ้าง ยังมีหลายคนที่จำเราได้ แบบว่าเข้ามาทักทาย คุ้นๆ ว่าพี่ลูกเสือใช่มั้ย ประมาณนี้
 
จุดเปลี่ยนที่ทำให้เริ่มสนใจใส่กระโปรง?

เหตุผลแรกเลยคืออ้วนขึ้น รู้สึกอยากใส่อะไรสบายๆ พอดีกับช่วงที่อยากเริ่มหาสไตล์การแต่งตัวใหม่ๆ จนเลื่อนฟีดมาเจอร้านขายกระโปรงตัวนึง เป็นขอบยางยืดสีดำยาว ราคา 290 บาท เลยคิดว่าน่าลองใส่ดู เหมือนมันเห็นภาพว่าถ้าเราใส่จะเป็นยังไงบ้าง จำได้ว่าได้มาแล้วใส่ออกไปนอกบ้านวันที่ 8 กค 63 ใส่ไปสยาม เพื่อบอกมีคนแอบถ่าย (ไอจีสตอรี่) ก็รู้สึกมั่นใจขึ้น ไม่ประหม่าเลย ใส่ไปใส่มาติดใจ จากยาวๆ ก็สั้นขึ้นเรื่อยๆ สั้นขึ้นได้อีกประมาณนั้น แค่ต้องหาอะไรที่เซฟตัวเอง แบบก็จะศึกษาด้วยว่าเวลาเขาใส่กระโปรงกัน เขามีอะไรมาช่วยซัพพอร์ทให้มันไม่โป๊ เดิน นั่งคล่องตัว
 
ส่วนอีกหนึ่งเหตุผลที่จะเรียกว่าเป็นเหตุผลหลักคือ ผมมองว่าสังคมยังไม่ยุติธรรมพอ! ผมว่าผู้หญิงได้เปรียบมากเรื่องการแต่งตัว ทำไมผู้หญิงใส่อะไรก็ได้ ใส่กระโปรงก็ได้ ใส่กางเกงก็ได้ ลุกขึ้นมาแต่งบอยคนก็ว่าเท่ ดูไม่ผิด แต่ในทางตรงข้าม ทำไมผู้ชายทำบ้างไม่ได้ จะโดนตราหน้าว่าเป็น LGBTQ ทันที คือมันอยากใส่อ่ะ อยากแต่งตัว มันต้องเป็นไปได้สิ! หลังจากนั้นก็คือปลดล็อคตัวเอง อยากใส่อะไรก็ใส่ ใส่เสื้อผูกคอ ใส่กระโปรงสั้น จนเริ่มทำแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเองออกมา ชื่อ phisunee.official  เอาจริงๆ ผมก็อยากให้สังคมตั้งคำถามแบบนี้แหละ เพราะผมมีคำตอบรอไว้แล้ว
 
ระหว่างหมาเห่า กับโดนเม้าท์ลับหลัง 2 สถานการณ์นี้รับมือยังไง?

เป็น 2 สถานการณ์ที่เหมือนจะต่างกัน แต่จริงๆ แล้วคือความหมายเดียวกัน ถ้าหมาเห่ายังไม่เคยมีนะครับ แต่ถ้าเป็นอย่างหลังโดนเม้าท์ลับหลังนี่เจอบ่อยมาก ก็แค่ไม่สนใจ เขาไม่ได้รู้จักกับเราอยู่แล้ว แล้วเอาเข้าจริง มันเป็นเรื่องปกติ อย่างคนร้อยคนจะมาชื่นชมชื่นชอบเราหมดก็ไม่น่าเป็นไปได้ มันก็ต้องมีคนที่ไม่ชอบเราอยู่แล้ว
เคยโดนแซวแรงที่สุดว่า?

ล่าสุดเลยครับ สดๆ ร้อนๆ เมื่อไม่นานมานี้เอง ‘เสื้อผ้าเขาแบ่งเพศไว้อยู่แล้ว มึงอะเข้าข้างตัวเอง’ กับที่ได้ยินมาอีกอันคือ ‘ก็คงแค่อยากเด่นอยากดัง’ อย่างที่บอกข้างต้นครับว่า เราก็แค่ไม่สนใจ
 
คุณคิดว่าบ้านเรา หรือโลกนี้ เปิดกว้างเรื่องนี้แค่ไหน?

ผมว่าเปิดกว้างขึ้นนะ เปิดกว่าเมื่อก่อนมากเลย อาจเป็นเพราะด้วยมีคนดังหลายคนที่ออกมาพูดเรื่องนี้ และอาจเป็นช่วงจังหวะเวลาที่เกิดกระแสดราม่าบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องการแต่งตัว เรื่อง LGBTQ เองด้วย ทำให้สังคนเริ่มยอมรับอะไรๆ มากขึ้น แต่อย่างที่บอกครับ ก็ยังมีส่วนที่ยังไม่เปิดอยู่ ซึ่งตรงนี้อาจต้องใช้ความเข้าใจและใช้ระยะเวลาอีกพอสมควร แต่ผมก็ดีใจนะ ที่มีคนที่ติดตามหลายคนที่เป็นชายแท้ เริ่มสนใจ อยากลองใส่ มีบ้างเหมือนกันที่มาปรึกษาเรื่องความไม่มั่นใจกับผม

 
แล้วที่บ้านตัวเองหละ ว่าไง?

ไม่ยอมรับเลย! ไม่สนับสนุนด้วย แต่เขาก็ไม่ได้ห้ามแต่ง แค่บอกว่าแต่งได้แต่ให้ถูกที่ เวลากลับมาบ้านนี่ห้ามเลย หลายอย่างครับ อีกหนึ่งคือด้วยความที่ที่บ้านทำงานราชการด้วย สัก เจาะนี่ห้ามเลย แต่ผมทำทุกอย่างเลยที่เขาห้าม ผมว่าต้องคุยและใช้เวลาเหมือนกันสำหรับเรื่องนี้
พูดถึงอนาคต มีสิทธิมั้ยที่คุณจะเปลี่ยนแปลงตัวตนอีกครั้ง?

ขออนุญาตไม่รับปากนะครับว่าจะเปลี่ยนอีกมั้ย แค่รู้สึกว่าตอนนี้คือมาถึงจุดที่ผมใส่อะไรก็ได้แล้ว เพราะเอาเข้าจริงผมก็ไม่ได้ใส่แบบนี้ทุกวัน มันขึ้นอยู่กับอารมณ์และบริบทหลายอย่าง ผมยังใส่สูท ยังมีใส่เชิ้ต ผูกไทด์ ยังมีลุคสตรีท อย่างเวลาไปทำงานก็จะลุคอีกอย่าง มันเป็นอะไรที่ผสมๆ ไม่คลุมโทน มันก็การ Mix & Match แหละครับ ใส่อะไรก็ได้ที่เราชอบ ดูตัวอย่างได้จากในไอจีผมเลย คือไม่มีคำว่าคลุมโทน คือจะ ‘กระจัด กระจาย กระจุย’ มาก
 



สุดท้าย จริงๆ แล้วสิ่งที่คุณต้องการมากที่สุดคือ?

ผมอยากสื่อสารให้ทุกคนรู้ว่า แฟชั่นหรือเสื้อผ้านั้น No Gender อยากให้ทุกคนเปิดโลกให้กว้างขึ้น หรือถ้าเป็นไปได้อยากให้มีงานอีเวนท์สักงานนึง เป็นงานที่ผู้ชายทุกคนต้องใส่กระโปรงเข้างาน ผมว่ามันน่าจะเป็นภาพที่ชัด สื่อใหญ่จากทั่วโลกน่าจะจับตามาที่บ้านเรา อีกอย่างที่ผมต้องการและมองภาพไว้คือ สักวันหนึ่งเดินไปไหนมาไหนแล้วเห็นผู้ชายใส่กระโปรงเดินควงกับแฟนที่อาจจะใส่กระโปรงเหมือนกัน หรืออาจเป็นผู้หญิงใส่กางเกงเดินจับมือมากับแฟนผู้ชายที่ใส่เสื้อครอปท้อป ผมว่าโลกนี้จะสนุกและสวยงามมากขึ้นกว่าเดิม


.
.
.
#CheezeLooker #SpecialInterview
#FashionNoGender